อารยันรุกรานอินเดียจริงหรือ

               อารยัน คือใคร มาจากไหน นี่เป็นคำถามที่น่าสงสัยในประวัติอารยัน ทั้งในกำเนิด วัฒนธรรม และการเคลื่อนไหว มีปราชญ์ผู้ศึกษาเรื่องอารยัน แล้วก็กังขาว่าอารยันรุกรานอินเดียจริงหรือ

                เรามาเริ่มต้นที่ภูมิหลังเรื่องราวความเป็นมาของอารยัน มันเกิดขึ้นเมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ.๑๘๕๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๐๑ อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษเป็นเวลาประมาณ ๘๙ ปี กว่าอินเดียจะได้เอกราช และได้แตกแยกออกไปเป็นอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ ใน ค.ศ. ๑๙๔๗ ในระหว่างที่อังกฤษปกครองอินเดียได้มีข้อสังเกตถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างหลายภาษาของชาวยุโรป เอเชียกลางและอินเดียตอนเหนือ หลังจากได้มีการวิจัยในประวัติ วัฒนธรรม ศาสนา และวรรณกรรมของอินเดีย ประกอบกับได้มีการขุดค้นพบอารยธรรมลุ่มน้ำอินดัสในด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย จากข้อมูลดังกล่าวอังกฤษ (และนักวิชาการชาวยุโรปอื่น) ได้สรุปเอาว่าอารยัน (รวมถึงคนผิวขาวจากบริเวณเทือกเขาคอเคซัส) ได้เข้าสู่อินเดียจากช่องทางอัฟกานิสถานและอิหร่านปัจจุบัน ที่อ้างกัน คือช่องเขาไกเบอร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานของอารยัน และยังคิดว่าอารยันได้รุกรานอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เป็นลุ่มน้ำอารยธรรมของชาวอินเดีย ตามมาด้วยการพิชิต แลได้ฆ่าฟันประชาชนผิวคล้ำที่ล้ำอารยธรรม และขับไล่คนเหล่านั้นลงสู่อินเดียทางใต้ ในขณะที่ก่อร่างสร้างตนในทางเหนือให้เป็นดินแดนของตน เมื่อเข้าครอบครองดินแดนได้แล้วอารยันได้จัดจำแนกชนพื้นเมืองผิวคล้ำ หรือ ดราวิเดียน หรือ ฑราวิท ให้เป็นพวกศูทร หรือ ชนชั้นที่ไม่พึงสัมผัส (untouchable)เป็นชนชั้นน่ารังเกียจของสังคมอารยัน และจัดตั้งชนชั้นของตนเป็นพราหมณ์ ชนชั้นพระหรือผู้ทรงความรู้ กษัตริย์ ชนชั้นนักรบ และไวศยะ ชนชั้นธุรกิจ พราหมณ์เป็นชนชั้นมีอำนาจชอบธรรมสูงสุดเป็นที่เคารพนับถือของชนชั้นอื่น

                ทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นความคิดตามแนวทฤษฎีการรุกรานของอารยัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากนักประวัติศาสตร์ยุโรปและอินเดียทั่วไป แต่ก็มีจุดอ่อนที่ต้องคิดหนัก จุดอ่อนเหล่านี้ (ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยุโรปและอินเดียหลายท่าน) ได้ชี้ออกมาให้เห็นเป็นที่สนใจ ความคิดได้แพร่ออกไป มีการสนับสนุนมากขึ้นในสองสามทศวรรษหลังอินเดียได้รับเอกราช จุดอ่อนอันเป็นข้อบกพร่องเหล่านี้ คือ

                ประการแรก ถ้าอารยัน ซึ่งมีลักษณะเป็น “คนขาว ผมสีทอง ตาสีฟ้า” ได้รุกรานเข้าในอินเดียจริงและตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่บัดนั้น คำถาม คือว่า เพราะเหตุใดลักษณะคอเคเซียนแท้ของคนเหล่านั้นพบยากมากในอินเดียปัจจุบัน ถ้าจะอ้างว่าเป็นการผสมระหว่างชาติพันธ์ในหลายศตวรรษที่ผ่านมาแล้วละก็ คนผิวคล้ำก็ยังพบในอินเดียแต่ไม่พบคนผิวขาวแบบเอเชียกลางหรือยุโรปในอินเดียเลย แม้แต่ผิวสีน้ำตาลอ่อนก็ยังพบในอินเดียทางเหนือที่อยู่ไกลถึงแคชเมียก็ไม่ขาวที่จะพิจารณาว่าเป็นอารยันได้

ประการที่สอง อารยันแบ่งชนชั้นสังคมออกเป็น ๔ วรรณะ และจัดตัวเองอยู่ใน ๓ วรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ ส่วนวรรณะที่ ๔ เป็นชนชั้นต่ำที่เรียกว่า “ศูทร”  ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยุโรปอธิบายว่าเป็นชนชั้นที่ถูกพิชิตโดยอารยัน จากเหตุผลนี้ ชนชั้นสูงทั้งหมด ๓ วรรณะ โดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์ต้องมีผิวขาวหรือน้ำตาลอ่อน และวรรณะศูทรต้องเป็นคนผิวคล้ำจนถึงน้ำตาลเข้ม แต่ปรากฏว่า ยังพบชนวรรณะพราหมณ์ผิวคล้ำในอินเดียได้ง่ายมากทั้งในอินเดียเหนือและอินเดียใต้ ทั้งการแต่งงานยังจำกัดอยู่ในวรรณะเดียวกัน การแต่งงานระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นต่ำเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นทั่วไปในอินเดีย เรื่องเกี่ยวกับวรรณะอีกจุดหนึ่ง คือ ฤาษีวาลมิกิ ผู้รจนา “รามายนะ” มหากาพย์ยิ่งใหญ่นั้นเกิดในวรรณะศูทร แต่พราหมณ์ยอมรับว่ารามายนะเป็นเป้าหมายความรู้ที่ต้องศึกษาเพื่อเข้าใจในจิตวิญญาณ และเป็นลักษณะชนชั้นสูง รามายนะเป็นเรื่อง (ไม่ต้องคำนึงถึงว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเทพตำนาน) ของเจ้าชาย-กษัตริย์ (อารยัน) ของอินเดียเหนือ พระราม ผู้เป็นจุดสุดยอดของเรื่องได้พิชิตและฆ่า ราวณะ (ราพณ์) กษัตริย์ยักษ์แห่งศรีลังกา (อินเดียใต้) ปัจจุบันราพณ์เป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ (อารยัน) โดยวรรณะ แต่ได้รับการพิจารณาในจิตวิญญาณทางคติชนอินเดียว่าอนารยะหรือไม่ใช่อารยันในฐานะที่เป็นยักษ์ ประการนี้เท่ากับบอกว่าระบบวรรณะ ในต้นกำเนิดไม่เคร่งครัด และ “อารยัน” เปิดกว้างเป็นสถานภาพทางสังคมที่ไปถึงได้

ประการที่สาม ชนที่สีผิวน้ำตาลอ่อนทั้งหมดในอินเดีย อ้างว่าเป็นเชื้อสายอารยันต้นกำเนิด ได้เข้ามาเป็นพวกตั้งถิ่นฐานในบริเวณอากาศเย็น เช่น แคชเมียและหิมาคัล ส่วนพวกผิวน้ำตาลคล้ำ อ้างว่าเป็นพวกดราวิเดียนตั้งถิ่นฐานในแถบอากาศอบอุ่น ประการนี้แสดงว่าสีผิวในอินเดียมีผลจากการกระทำกับภูมิอากาศและบรรยากาศมากโดยเฉพาะในภูมิภาคอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณทางชีวภาพของมนุษย์

ประการที่สี่ ถ้าอารยันมาจากนอกเขตอินเดีย แล้วละก็ เพราะเหตุใด จึงมีการผสานรวมทางจิตวิญญาณ วัฒนธรรมและสังคมเป็นกลุ่มก้อนกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว พระเวทนั้นไม่ได้กล่าวถึงเมือง แม่น้ำ และภูเขาภายนอกอินเดียแต่ประการใด เหตุใดเล่า อารยันจึงกล่าวถึงสถานที่ที่พบในอินเดียเท่านั้น และเป็นสถานที่ศักดิสิทธิ์เกือบทั้งหมด ทำไมไม่มีการกล่าวถึงในแถบคอเคซัสหรืออิหร่านบ้าง ในพระเวทมีการอ้างถึงสงครามหลายครั้งแต่ไม่มีการอ้างถึงการรุกรานดินแดนแห่งอินดัส-สรัสวตี (อินเดีย) ชาวเชื้อสายอารยันปัจจุบันในอินเดียไม่มีการรวบรวมเรื่องราวต้นกำเนิดที่มาความเป็นชาติของตน และเชื้อสายศูทร (ที่เรียกว่าทาสหรือทัสยุหรือดราวิเดียน หรือชาติพันธุ์ดั้งเดิมของอินเดีย) ก็ไม่มีการรวบรวมเรื่องราวหรือเรื่องเล่าถึงการรุกรานของอารยันในดินแดนของตนและการพ่ายแพ้ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของอารยัน

ประการที่ห้า เป็นคำถามเกี่ยวกับหลักฐานโบราณคดี ที่ว่า ถ้าอารยธรรมลุ่มน้ำอินดัส “ดราวิเดียน” พบจุดจบด้วยน้ำมือการรุกรานของอารยันแล้วละก็ ทำไมไม่มีการพบซากม้า รถศึกและอาคารที่ถูกเผาในบริเวณลุ่มน้ำอินดัสหรือแถบนั้น

ประการที่หก ถ้าอารยันซึ่งอยู่ตอนเหนือคนละพวกกับดราวิเดียนซึ่งอยู่ทางใต้ เพราะเหตุใดจึงไม่มีข้อขัดแย้งหรือการเผชิญหน้าแบบใด ๆ ระหว่างประชาชนทางเหนือและใต้เลย พราหมณ์ (วรรณะสูงสุดของอารยัน)น่าจะมีมากในทางเหนือ แต่ในข้อเท็จจริง พบว่ามีพราหมณ์ทั้งในตอนเหนือและใต้ของอินเดีย พราหมณ์เหล่านี้มาอยู่ทางอินเดียใต้ได้อย่างไร ตามรายงานการสำรวจทางมานุษยวิทยา พราหมณ์แห่งทมิฬนาดู (โดยเฉพาะ lyengars) มีลักษณาการทางกายทั่วไปเหมือนกับพวกไม่ใช่พราหมณ์มากกว่าพวกพราหมณ์ในอินเดียตะวันตกและตอนเหนือ รายละเอียดการสำรวจทางมานุษยวิทยาที่ได้จากพวกอุตรประเทศ คุชราท มหาราช เบงกอล และทมิฬนาดูได้เผยให้เห็นความแตกต่างที่โดดเด่นภายในวรรณะและความคล้ายคลึงกันอย่างใกล้ชิดระหว่างวรรณะที่แตกต่างกันในภูมิภาค

ประการที่เจ็ด  สวัสดิกะ กล่าวกันว่าอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอายัน  ถ้าอารยันเป็นพวกมาจากภายนอกอินเดีย (และไม่ใช่คนในดินแดนอินเดีย) แล้วละก็ “สวัสดิกะ” สัญลักษณ์ของอารยัน ที่พบในตราประทับในลุ่มน้ำอินดัส ซึ่งมีอายุเก่ากว่าอารยันได้อย่างไร

ประการที่แปด การบรรยายลักษณะอารยันที่รุกรานอินเดียว่าเป็นพวกเร่ร่อนหรือกึ่งเร่ร่อน เป็นข้อสงสัยว่าพวกเร่ร่อนสามารถสร้างสรรค์พระเวทและสิ่งที่ซับซ้อนผูกพันกับพระเวทได้อย่างไร บางท่านกล่าวว่ามันยากที่จะจินตนาการถึงการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้

ประการที่เก้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ๓๕๐๐ – ๕๐๐๐ ปี ชาวอินเดียเองไม่ได้มีเรื่องเล่ามุขปาฐะหรือการเขียนเกี่ยวกับการรุกรานของอารยัน ไม่มีเรื่องการแบ่งเป็นฝ่ายเหนือ-ฝ่ายใต้ ไม่มีการแบ่งผิวขาว-ผิวคล้ำ ตามข้อเท็จจริงแล้ว ชาวอังกฤษต่างหากที่เป็นพวกแรกที่กล่าวอ้างถึงสิ่งเหล่านี้ในอินเดีย สร้างความพิศวงให้แก่ชาวฮินดู (หรือถ้าเจาะลงลงไปคือ ศาสนาฮินดูซึ่งเป็นร้อยละ ๘๐ ของประชากรทั้งหมดและนับถือพระเวทเป็นอำนาจทางจิตวิญญาณ-วัฒนธรรม-สังคมสูงสุด และใช้ “สวัสดิกะ” เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาของตน)

ประการสุดท้าย มีจุดสนใจในเรื่องปัจจัยหมู่เลือด (rhesus negative) ในการเปรียบเทียบปัจจัย rhesus negative ความคล้ายคลึงกัน การศึกษากรณีประชากรส่วนใหญ่จากสกอตแลนด์ บริเวณบัลติก ซามี (แลปป์) ประชากรทางเหนือของสแกนดิเนเวีย มอรอกโค ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ ในขณะที่ผู้คนเหล่านี้ได้ใกล้ชิดกัน แต่มีค่าต่ำมากในประชากรอินเดียและปากีสถาน ดังนั้น ปัจจัย rhesus negative  จึงบ่งบอกว่าชาวอินเดียไม่มีความใกล้ชิดต่อ “เชื้อสายคอเคเซียนขาว”

ยังก่อน อารยันยังกำหนดขอบเขตไม่ได้ในที่นี้ เนื่องจากพระเวทได้เขียนไว้ชัดเจนโดย “อารยัน” (มีการกล่าวถึงคำ อยสฺ “ayas” ในพระเวทว่าเป็นศัพท์อันเป็นที่มาของคำอารยัน Aryan) และคำเหล่านี้เขียนไว้ชัดเจนในอินเดียเท่านั้น ประการนี้ทิ้งไว้ให้เราอธิบายความเป็นไปได้เกี่ยวกับกำเนิดอารยัน “อารยัน” เป็นความคิดรวบยอดทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม หรือการปฏิวัติ ซึ่งกระจายจากอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือไปถึงปากีสถาน ที่ราบคงคา-ยมุนา อินเดียใต้ อิหร่าน และจากที่นั่นไปสู่เอเชียกลางและในที่สุดถึงยุโรป บนพื้นฐานของวัฒนธรรม จิตวิญญาณ ภาษา และสังคมชั้นสูงเป็นหลัก ไม่ใช่อำนาจทางกาย

จุดอ่อนหรือข้อบกพร่อง ช่องโหว่จากประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดวิวาทะทางวิชาการสำหรับผู้ที่มีความสนใจ แต่ถ้าต้องการคำตอบที่ชัดเจน คงต้องศึกษาวิจัยเจาะลึกแทนที่จะสรุปบนพื้นฐานของตำราหรือบทความใดบทความหนึ่ง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s